News

น้ำตาสีเลือดกับลอตเตอรี่ 150 ล้าน:

วันที่ฉันหอบเงินกลับมาเซอร์ไพรส์พ่อแม่ แต่กลับพบพวกท่านต้องกินอาหารหมา ประทังชีวิตเพราะความจัญไรของพี่น้องร่วมสายเลือด!

ตัวเลขหกหลักบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่ตรงกับสลากกินแบ่งรัฐบาลชุดใหญ่ในมือ ทำให้ร่างกายของฉันชาวาบไปตั้งแต่หัวจรดเท้า น้ำตาแห่งความปีติไหลทะลักออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้ 150 ล้านบาท! เงินจำนวนมหาศาลที่จะพลิกชีวิตของ ‘ริน’ สาวโรงงานที่ต้องทำงานล่วงเวลาวันละ 14 ชั่วโมง ให้กลายเป็นเศรษฐีนีในชั่วข้ามคืน

ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ฉันจากบ้านเกิดในต่างจังหวัดมาทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำในเมืองหลวง ฉันส่งเงินกลับบ้านให้พ่อกับแม่เดือนละสองหมื่นบาทอย่างไม่เคยขาดตกบกพร่อง โดยโอนเข้าบัญชีที่ ‘เอก’ พี่ชายคนโต และ ‘มายด์’ น้องสาวคนเล็ก เป็นคนคุมบัตรเอทีเอ็ม เพราะพ่อกับแม่ของฉันอายุมากแล้วและใช้เทคโนโลยีไม่เป็น พี่น้องของฉันมักจะโทรมาบอกเสมอว่าพ่อกับแม่สุขสบายดี กินอิ่มนอนหลับ และพวกเขากำลังดูแลท่านอย่างดีที่สุด ฉันเชื่อใจพวกเขาสนิทใจมาตลอด

หลังจากจัดการขึ้นเงินรางวัลและนำเงินเข้าบัญชีเรียบร้อย ฉันตัดสินใจยังไม่บอกเรื่องนี้กับใคร ฉันเช่ารถตู้คันหรู ซื้อของบำรุงร่างกายราคาแพง เสื้อผ้าใหม่เอี่ยม และทองคำเส้นโต หวังจะกลับไปเซอร์ไพรส์พ่อกับแม่ที่บ้านเกิด ฉันวาดฝันไว้ว่าวันนี้จะเป็นวันที่ครอบครัวของเรามีความสุขที่สุด ฉันจะพาพ่อกับแม่ไปซื้อคฤหาสน์หลังใหญ่ จะให้พี่ชายกับน้องสาวได้มีทุนรอนทำกิน เราจะไม่ต้องลำบากอีกต่อไป

รถตู้แล่นมาจอดที่หน้าบ้านไม้หลังเก่าในเวลาหัวค่ำ ท้องฟ้ามืดสนิทและมีฝนปรอยๆ สิ่งแรกที่ทำให้ฉันใจคอไม่ดีคือสภาพบ้านที่ทรุดโทรมลงกว่าเมื่อห้าปีก่อนมาก หลังคารั่วจนมีตะไคร่น้ำเกาะ ไฟฟ้าในบ้านไม่ได้เปิดสักดวง มีเพียงแสงสลัวๆ จากตะเกียงน้ำมันในครัวหลังบ้าน

ฉันบอกให้คนขับรถรออยู่ข้างนอก หอบข้าวของพะรุงพะรังเดินย่องเข้าไปทางหลังบ้าน กะจะโผเข้ากอดพ่อกับแม่ให้ชื่นใจ แต่แล้ว… ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า กลับกลายเป็นคมมีดนับพันเล่มที่กรีดลึกลงไปในหัวใจของฉันจนแหลกสลาย

บนแคร่ไม้ไผ่ผุๆ ในครัวที่มืดมิด พ่อกับแม่ของฉันในสภาพผ่ายผอมจนหนังหุ้มกระดูก สวมเสื้อผ้าขาดวิ่น กำลังนั่งล้อมวงกันอยู่หน้ากะละมังพลาสติกใบเก่า พ่อใช้ช้อนสังกะสีตักบางสิ่งบางอย่างที่เปื่อยยุ่ยสีน้ำตาลส่งเข้าปากแม่ มือของพ่อสั่นเทา

ฉันเพ่งมองฝ่าความมืด กลิ่นคาวปนสาบของสิ่งนั้นโชยมาแตะจมูก มันไม่ใช่ข้าวสวย ไม่ใช่กับข้าว… แต่มันคือ ‘อาหารสุนัขแบบเม็ด’ ที่ถูกนำมาแช่น้ำให้นิ่มเพื่อจะได้เคี้ยวได้ง่ายขึ้น!

“กินซะนะยายเอ๊ย… ถุงนี้เป็นถุงสุดท้ายที่เหลือจากไอ้ด่างตอนมันยังอยู่ ประทังชีวิตไปก่อน พรุ่งนี้ฉันจะลองไปขอข้าววัดดูอีกที” เสียงแหบพร่าของพ่อสั่นเครือ

“ฉันกินไม่ลงหรอกตา… ฉันคิดถึงนังริน ป่านนี้มันคงทำงานเหนื่อยสายตัวแทบขาด ส่งเงินมาให้พวกเราแท้ๆ แต่เรากลับไม่ได้ใช้สักบาทเดียว” แม่สะอื้นไห้ น้ำตาหยดลงไปในกะละมังอาหารหมา

เพล้ง!

ข้าวของในมือฉันร่วงหล่นลงพื้น ฉันทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นดินที่เฉอะแฉะ ร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน เสียงของฉันทำให้พ่อกับแม่หันมามอง ทั้งสองท่านเบิกตากว้างด้วยความตกใจ พยายามหาผ้ามาปิดบังอาหารในกะละมังด้วยความอับอาย

“ร… ริน! ลูกรินมาได้ยังไงลูก!”

ฉันโผเข้ากอดร่างที่ผอมแห้งของพ่อกับแม่ กลิ่นเหม็นของอาหารหมาบนริมฝีปากของท่านยิ่งทำให้ฉันเจ็บปวดจนแทบขาดใจ “พ่อ! แม่! ทำไมถึงเป็นแบบนี้! ทำไมต้องมากินอาหารหมา! เงินที่รินส่งมาให้ทุกเดือนล่ะ พ่อกับแม่ไม่ได้ใช้เลยเหรอ!”

พ่อกับแม่กอดฉันร้องไห้จนตัวโยน ก่อนที่ความจริงอันเน่าเฟะของสายเลือดจะถูกเปิดเผย

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เอกและมายด์ฮุบเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ฉันส่งมาให้ไปบำเรอความสุขของตัวเอง เอกเอาเงินไปผ่อนรถกระบะป้ายแดงและกินเหล้าเมายากับเพื่อนทุกคืน ส่วนมายด์เอาไปซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมและศัลยกรรมหน้าตา พวกมันทิ้งพ่อกับแม่ให้อยู่ในบ้านที่ถูกตัดไฟเพราะค้างชำระมาหลายเดือน ข้าวสารสักเม็ดพวกมันก็ไม่เคยซื้อเข้ามาให้ ซ้ำร้ายเมื่อสัปดาห์ก่อน มายด์ยังเข้ามากวาดเอาข้าวสารกระสอบสุดท้ายและปลากระป๋องในบ้าน ไปต้มให้สุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียนตัวโปรดของมันกิน โดยปล่อยให้พ่อแม่แท้ๆ ต้องอดอยากจนต้องคุ้ยเอาอาหารหมาที่เหลือทิ้งไว้ก้นถุงมาแช่น้ำกินประทังชีวิต!

ความเสียใจแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นที่ลุกโชนดั่งไฟนรก ฉันกัดฟันกรอด เช็ดน้ำตาให้พ่อกับแม่ และพยุงท่านขึ้น

“พ่อคะ แม่คะ โยนของพวกนี้ทิ้งไปให้หมด ตั้งแต่วันนี้ไป พ่อกับแม่จะไม่ได้กินของพวกนี้อีกแล้ว… รินจะพาพ่อกับแม่ไปกินอาหารที่อร่อยที่สุดในโลก”

ในจังหวะนั้นเอง เสียงเครื่องยนต์ของรถกระบะแต่งซิ่งและรถเก๋งป้ายแดงก็แล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน แสงไฟหน้ารถสาดส่องเข้ามาในบ้านที่มืดมิด เสียงหัวเราะร่วนของเอกและมายด์ดังขึ้น พวกมันเดินนวยนาดเข้ามาในบ้านพร้อมกับเอกสารบางอย่างในมือ

“อ้าว! นังริน! กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะเนี่ย ไม่เห็นบอกล่วงหน้าเลย จะได้ให้คนไปรับ” เอกพูดด้วยน้ำเสียงยียวน ไม่มีความละอายใจใดๆ บนใบหน้า

“นั่นสิ กลับมาก็ดีแล้ว พี่เอกเขากำลังจะให้พ่อกับแม่เซ็นใบโอนที่ดินบ้านหลังนี้ให้พอดีเลย พวกฉันจะเอาไปเข้าธนาคาร เอาเงินมาหมุนธุรกิจหน่อย คนแก่ใกล้ลงโลงแล้วเก็บที่ดินไว้ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรหรอก เนอะ!” มายด์เสริมพลางหยิบกระจกขึ้นมาส่องหน้าตัวเอง

ฉันยืนประจันหน้ากับพี่น้องร่วมอุทร สายตาของฉันเย็นเยียบจนเอกและมายด์ต้องชะงัก

“เงินที่ฉันส่งมาให้พ่อกับแม่เดือนละสองหมื่น… พวกแกเอาไปไว้ไหนหมด?” ฉันถามเสียงเรียบ

เอกแค่นหัวเราะ “โอ๊ย! สองหมื่นมันจะไปพออะไร ค่าสังคมกู ค่าน้ำมันรถ ค่าดูแลมายด์มันอีก พ่อกับแม่คนแก่ๆ กินแค่น้ำพริกผักต้มก็พอแล้ว มึงจะโวยวายทำไมวะ นานๆ กลับมาทีอย่ามาทำตัวเป็นคนดีหน่อยเลย!”

“ผักต้มงั้นเหรอ?” ฉันตวาดลั่น ชี้ไปที่กะละมังอาหารหมาบนแคร่ “พวกแกเบิกตาดูสิว่าพ่อกับแม่ต้องกินอะไร! พวกแกฮุบเงินฉันไปบำเรอความสุขตัวเอง ปล่อยให้พ่อแม่ต้องกินอาหารหมา! พวกแกยังมีความเป็นคนอยู่ไหมไอ้พวกเดรัจฉาน!”

มายด์ปรายตามองกะละมังนั้นแล้วเบ้ปาก “ก็ใครใช้ให้กินล่ะ โง่เองนี่! ไม่มีข้าวกินก็หัดเดินไปขอข้าววัดสิ ฉันไม่ได้สั่งให้มากินอาหารหมาสักหน่อย ยัยริน แกเป็นแค่น้องคนกลาง เป็นแค่สาวโรงงานกระจอกๆ อย่ามาทำตัวปากดีสั่งสอนพวกฉันนะ!”

ฉันหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสมเพชและสมใจ ฉันล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋า เปิดแอปพลิเคชันธนาคาร แล้วโยนโทรศัพท์กระแทกเข้าที่อกของเอกจนมันต้องรีบรับไว้

“ใช่… ฉันมันแค่สาวโรงงานกระจอกๆ ที่เพิ่งถูกหวย 150 ล้านบาท!”

เอกและมายด์เบิกตากว้างราวกับไข่ห่าน มือที่ถือโทรศัพท์ของเอกสั่นระริกเมื่อเห็นตัวเลข 150,000,000 บาท โชว์หราอยู่บนหน้าจอ พวกมันเงยหน้ามองฉันด้วยสายตาที่เปลี่ยนจากความหยิ่งยโส เป็นความโลภและความประจบประแจงในเสี้ยววินาที

“ร… ริน! จริงเหรอเนี่ย! น้องสาวคนเก่งของพี่! โอ๊ย พี่ดีใจด้วยจริงๆ ครอบครัวเราจะสบายแล้ว! เรามาแบ่งเงินกันเถอะ พี่กำลังอยากได้ทุนไปขยายอู่รถพอดีเลย!” เอกรีบปรี่เข้ามาหมายจะสวมกอดฉัน

“ใช่ๆ พี่ริน! มายด์ขอแค่ยี่สิบล้านก็พอ มายด์จะเอาไปเปิดคลินิกความงาม เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ต้องช่วยเหลือกันนะพี่!” มายด์บีบน้ำตา แสร้งทำเป็นดีใจจนเนื้อเต้น

ฉันก้าวถอยหลัง ปล่อยให้เอกคว้าได้แต่อากาศ ฉันมองพวกมันตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่ขยะแขยงที่สุด

“ครอบครัวเหรอ? ครอบครัวที่ปล่อยให้พ่อแม่กินอาหารหมาในขณะที่ตัวเองขับรถป้ายแดงเนี่ยนะ?” ฉันแสยะยิ้ม “เงิน 150 ล้านนี้ ทุกบาททุกสตางค์เป็นของฉัน และฉันจะใช้มันเนรมิตชีวิตใหม่ให้พ่อกับแม่ ให้ท่านอยู่คฤหาสน์ มีพยาบาลดูแล มีอาหารหรูหรากินทุกมื้อ… ส่วนพวกแก! อย่าหวังว่าจะได้เศษเงินจากฉันแม้แต่สลึงเดียว!”

“นังริน! มึงจะทำแบบนี้กับพี่น้องไม่ได้นะโว้ย! กูฟ้องศาลขอแบ่งสมบัติมึงได้นะ!” เอกเริ่มออกอาการอันธพาล

“ก็ลองดูสิ! ฉันมีทนายระดับแนวหน้าของประเทศรออยู่แล้ว และฉันจะฟ้องพวกแกกลับข้อหายักยอกทรัพย์ที่ฉันส่งมาตลอดห้าปีด้วย! ดูซิว่ารถป้ายแดงกับกระเป๋าแบรนด์เนมของพวกแก จะโดนยึดไปขายทอดตลาดเมื่อไหร่!”

ฉันคว้าแขนพ่อกับแม่ที่ยังคงยืนงงอยู่ เดินออกไปจากบ้านหลังนั้นทันที “ไปเถอะพ่อแม่ ปล่อยบ้านผุๆ หลังนี้ให้พวกมันอยู่ไป เราจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีกแล้ว”

ฉันพาพ่อกับแม่ขึ้นรถตู้คันหรู ทิ้งให้เอกและมายด์ยืนหน้าซีดเผือด สั่นเป็นเจ้าเข้าอยู่ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มตกลงมาอย่างหนัก พวกมันพยายามวิ่งตามรถตู้ ร้องตะโกนขอร้องและกราบไหว้ แต่ฉันสั่งให้คนขับรถเหยียบคันเร่งออกไปโดยไม่หันกลับไปมอง

หนึ่งปีต่อมา… ฉันและพ่อแม่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์สุดหรูชานเมือง พ่อกับแม่มีสุขภาพแข็งแรง อ้วนท้วนสมบูรณ์ และมีรอยยิ้มในทุกๆ วัน ในขณะที่เอกและมายด์ถูกไฟแนนซ์ยึดรถและทรัพย์สินทั้งหมดจนล้มละลาย พวกมันกลายเป็นคนเร่ร่อนที่ต้องไปอาศัยข้าววัดกินประทังชีวิต และเมื่อพวกมันพยายามบากหน้ามาขอความช่วยเหลือที่หน้าคฤหาสน์ของฉัน…

ฉันไม่ได้ไล่พวกมันไปมือเปล่า ฉันสั่งให้บอดี้การ์ดเดินออกไปหาพวกมัน พร้อมกับโยน ‘อาหารสุนัขแบบเม็ด’ ถุงใหญ่ใส่หน้าพวกมันหนึ่งถุง

“กินซะสิ… นี่แหละคือมรดกชิ้นเดียวที่พวกแกสมควรจะได้รับจากฉัน!”

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!